การเพาะพันธุ์

Posted: กุมภาพันธ์ 18, 2012 in การเพาะพันธุ์

การเพาะพันธุ์ 

          ก. วัสดุเพาะ ในต่างประเทศนิยมใช้พีตและเวอร์มิคิวไลต์  ส่วนในประเทศไทยมักจะเพาะในดิน แต่มักเกิดปัญหาต้นกล้าเป็นโรค  เนื่องจากมีเชื้อโรคตกค้างอยู่ในดิน จึงควรเพาะในวัสดุที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค อีกทั้งไม่เป็นกรดเป็นด่างจัด  มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ในขณะเดียวกันก็กักเก็บความชื้นได้ดีด้วย ซึ่งจะหาวัสดุที่มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วนได้ยากมาก  จากการทดลองพบว่า ทรายก่อสร้างที่ร่อนเอากรวดหินออกแล้ว ผสมกับขุยมะพร้าวที่ได้จากเส้นใยของกาบมะพร้าวที่ใช้ประโยชน์แล้ว ในอัตราส่วน  ๑ : ๑  และ  ๑ : ๒  จะเหมาะสำหรับเมล็ดไม้ดอกทั่วๆ ไปที่มีขนาดไม่เล็กนัก หรือเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ หากเป็นเมล็ดที่มีขนาดเล็กมาก ดังเช่น เมล็ดบีโกเนีย และพิทูเนีย ควรเพาะในใบก้ามปูหมักที่ร่อนแล้ว   ผสมกับทรายในอัตราส่วน  ๒ : ๑  แทน

           ข. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะ  ควรเพาะในตะกร้าพลาสติกขนาด  ๓๐ x ๔๕   เซนติเมตรโดยประมาณ จะสะดวกและปลอดภัยกว่าเพาะลงบนพื้นดินโดยตรง ทั้งนี้เพราะสะดวกในการเตรียมวัสดุและเตรียมการเพาะ อีกทั้งทำการเพาะได้ประณีตกว่า ดูแลได้ทั่วถึงการป้องกันมดแมลงตลอดจนศัตรูอื่น เช่น  จิ้งหรีด ทำได้ง่ายกว่า สามารถควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ   ตลอดจนแสงได้ตามความเหมาะสม เพราะสามารถย้ายตะกร้าไปมาได้ เมื่อเมล็ดงอกแล้วสามารถย้ายไปไว้ในที่ที่เหมาะสมได้ง่าย และยังหนีภัยธรรมชาติได้ด้วย แม้จะทำงานขนาดใหญ่เพียงใดก็ตาม เช่น ต้องการเตรียมต้นกล้าเป็นหมื่นเป็นแสนต้น ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะตะกร้าขนาด ๓๐ x ๔๕ เซนติเมตร  สามารถเพาะเมล็ดได้ถึง ๕๐๐ – ๒,๐๐๐  เมล็ด ถ้าเมล็ดมีอัตราการงอกร้อยละ ๘๐  จะใช้ตะกร้าในการเพาะเมล็ดจำนวน ๑๓๐,๐๐๐ เมล็ด  เพื่อให้ได้จำนวนต้น  ๑๐๐,๐๐๐  ต้น   เพียง  ๕๐ – ๒๕๐  ตะกร้าเท่านั้น หากวางตะกร้าบนกระเบื้องแผ่นเรียบขนาด ๑.๒๐ x ๒.๔๐ ตารางเมตร จะใช้กระเบื้องเพียง ๒ – ๑๒ แผ่น ทั้งนี้เพราะกระเบื้อง ๑ แผ่น รองรับตะกร้าได้ถึง  ๒๔  ใบ


ค. วิธีการเพาะ
 ให้กรุตะกร้าพลาสติกด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์  ทั้งที่ก้นและด้านข้างของตะกร้า แล้วบรรจุวัสดุเพาะที่มีความชื้นพอเหมาะไม่ถึงกับแฉะ ลงไปในตะกร้าอย่างหลวมๆ ให้สูงจากก้นตะกร้าประมาณ ๘ เซนติเมตร เกลี่ยผิวหน้าวัสดุให้เรียบเสมอกันโดยตลอด แล้วใช้สันไม้หนาประมาณ ๑-๒  เซนติเมตร กดลงบนวัสดุเพาะเบาๆ เพื่อทำร่องสำหรับหยอดเมล็ด   แต่ละร่องห่างกันประมาณ  ๒ เซนติเมตร ลึกประมาณ ๑-๒ เซนติเมตร ถ้าทำร่องตามทางยาวของตะกร้าจะได้ประมาณ ๑๑-๑๒  แถวต่อ  ๑  ตะกร้า

          การหยอดเมล็ดลงในร่องนั้น หากยังไม่ชำนาญควรฝึกทำก่อน โดยใช้ทรายละเอียดแทนเมล็ดจริง ซึ่งแต่ละคนอาจมีวิธีการทำไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ควรหยอดให้แต่ละเมล็ดกระจายอย่างสม่ำเสมอในแต่ละร่อง กลบร่องด้วยวัสดุเพาะให้เต็ม   แล้วใช้แท่งไม้หน้าเรียบลักษณะคล้ายแปลงลบกระดาน ตบบนผิววัสดุเพาะเบาๆ เพื่อให้วัสดุเพาะกระชับกับเมล็ด และทำให้ผิวหน้าวัสดุเรียบ ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ให้พอดีกับตะกร้า ปิดทับลงบนผิวหน้าวัสดุให้มิดพอดีๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยบัวรดน้ำชนิดฝอย  คะเนให้น้ำซึมลงไปในวัสดุเพาะมากพอ แล้วนำกระบะเพาะไปเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยจากสัตว์เลี้ยงและแมลงศัตรูพืช อาจวางบนร้าน หรือยกพื้นกลางแดด หลังจากนั้นรดน้ำเช้า-บ่าย  วันละ  ๒  เวลา เมล็ดส่วนใหญ่จะงอกภายใน ๓-๕  วัน ดังนั้นก่อนรดน้ำในตอนเช้าของวันที่ ๔  และ ๕  ควรตรวจสอบความงอก  โดยการเปิดกระดาษออกดู  ถ้าเมล็ดงอกในปริมาณที่มากพอใกล้เคียงกับอัตราการงอกที่กำหนดไว้ ต้องเปิดกระดาษออกทันที ถ้าวางกระบะเพาะไว้ภายในอาคาร  ควรจัดให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดในช่วงเช้า และงดน้ำ ๑-๒  วัน เป็นการบังคับให้รากหยั่งลึกลงไปหาน้ำในระดับล่างของวัสดุเพาะ  ทำให้รากของต้นกล้าเจริญเติบโตดี  มีปริมาณรากมาก และแข็งแรงด้วย แต่ถ้าเป็นการเพาะเมล็ดในที่โล่งแจ้งกลางแดดอยู่แล้ว เมื่อเมล็ดงอกและเปิดกระดาษออกแล้ว ต้นกล้าจะได้รับแสงแดดเต็มที่โดยไม่แสดงอาการเหี่ยวเฉา  หากต้นกล้าแสดงอาการเหี่ยว ไม่ควรงดน้ำ

          วิธีการเพาะเมล็ดดังที่กล่าวมานี้ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดหากได้ลงมือปฏิบัติ และประสบปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นวิธีการเพาะที่ดีและเหมาะสมย่อมแตกต่างกันได้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การเพาะเมล็ดโดยการทำร่องเป็นแถวๆ แทนการหว่านเมล็ดไปทั่วทั้งตะกร้า จะเป็นการแก้ปัญหาการเน่าของต้นกล้าได้

          การเพาะเมล็ดเป็นแถวจะให้ผลดีกว่าการหว่านเมล็ดด้วยประการทั้งปวง โดยเฉพาะลดความเสียหายเนื่องจากโรคโคนเน่าของต้นกล้า ทั้งนี้เพราะมีการถ่ายเทอากาศได้ดีกว่า และถ้าเกิดโรคเน่าขึ้น โอกาสที่จะลุกลามติดต่อกันเองเกิดได้ช้าลง ที่สำคัญคือ สะดวกในการย้ายต้นกล้าออกปลูก โดยสามารถย้ายทีละแถว โดยไม่ทำให้รากของต้นกล้าแถวข้างเคียงกระทบกระเทือน อีกทั้งถ้าไม่สามารถย้ายเสร็จทั้งตะกร้าภายในวันเดียวได้ ก็ไม่ทำให้ต้นกล้าที่เหลือเสียหาย

          สรุปได้ว่า  การเพาะเมล็ดไม้ดอกจะประสบผลสำเร็จเพียงใด  ขึ้นอยู่กับปัจจัย  ๓ ประการคือ 
               ๑. เมล็ดดี  เมล็ดที่นำมาเพาะจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
                    –  ยังมีชีวิตอยู่
–  ผ่านพ้นระยะพักตัวแล้ว
–  มีความสมบูรณ์   ไม่ลีบ  ไม่มีเมล็ดอื่นปะปน
–  มีความงอกสม่ำเสมอ  อัตราการงอกสูง
–  ตรงตามพันธุ์
–  งอกได้เร็ว  และเจริญเติบโตดี
–  ปราศจากโรคและแมลง

               ๒. วัสดุเพาะดี   มีคุณสมบัติดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องของวัสดุเพาะ

               ๓. สภาพแวดล้อมดี คือ มีความชื้น  อุณหภูมิ   แสง   และอากาศเหมาะสม

               ๔. วิธีการดี  ได้กล่าวถึงวิธีการเพาะเมล็ดอย่างละเอียดไว้แล้ว  แต่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็ได้ หากลงมือปฏิบัติเอง  อาจพบเห็นปัญหามากมายแตกต่างได้อีก โดยวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลย่อมจะแตกต่างกัน  ดังนั้น วิธีการที่ดีและเหมาะสมจึงแตกต่างกันไปด้วย

ง. ปัญหาที่มักเกิดขึ้นในการเพาะเมล็ดไม้ดอก    มีดังนี้
              ๑.  เมล็ดงอกน้อย  ทั้งที่เมล็ดมีคุณภาพดี และมีอัตราการงอกสูง สาเหตุอาจเนื่องมาจากวัสดุเพาะมีความชื้นไม่เพียงพอ  และไม่สม่ำเสมอทั่วกัน โดยเฉพาะในช่วงวันแรกๆ ที่เริ่มเพาะ จึงแนะนำให้รดน้ำจนชุ่ม  โดยรด  ๒ – ๓  ครั้งในวันแรกที่เพาะ เพื่อให้วัสดุเพาะมีความชุ่มชื้นเพียงพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีภายในเมล็ด และทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลง จนต้นอ่อนสามารถงอกออกมาได้  หรืออาจเป็นเพราะเมล็ดเหล่านั้นสูญสิ้นความงอก หรือตายไปแล้วก่อนนำมาเพาะ ซึ่งอาจเกิดจากการเก็บรักษาเมล็ดก่อนการเพาะไว้ในที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น วางเมล็ดไว้ในรถยนต์ที่ปิดกระจกในระหว่างไปรับประทานอาหารกลางวันเพียง ๑ – ๒  ชั่วโมง ความร้อนภายในรถยนต์อาจสูงพอที่จะฆ่าเมล็ดเหล่านั้นได้ จึงควรตระหนักในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไว้ด้วย

               ๒. ต้นกล้ายืด เนื่องจากต้นกล้าได้รับแสงไม่เพียงพอ เพราะเปิดกระดาษออกช้า หรือสถานที่เพาะเมล็ดได้รับแสงน้อยไป

               ๓. ต้นกล้าเน่า สามารถป้องกันได้โดยการเปิดกระดาษออกทันทีหลังจากต้นกล้างอก ให้ได้รับแสงเพียงพอ ต้นกล้าจะไม่ยืดจนล้มในขณะได้รับการรดน้ำ และไม่ควรรดน้ำบ่อยครั้งเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ต้นกล้าบอบช้ำ ซึ่งง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค ควรทิ้งช่วงให้วัสดุเพาะแห้งบ้างพอหมาดๆ แต่อย่าปล่อยให้แห้งจัดจนเกิดรอยแตกแยกของวัสดุเพาะ

               ๔. ต้นกล้าไม่แกร่ง ทำให้เกิดปัญหาการตายของต้นกล้าหลังจากย้ายปลูก เนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น ต้นกล้าได้รับแสงน้อยเกินไป รดน้ำมากไป หรือมีการเร่งปุ๋ยไนโตรเจนเกินความจำเป็น ก่อนการย้ายกล้า ๒ – ๓ วัน ควรรดด้วยน้ำผสมปุ๋ยโพแทสเซียมอย่างเจือจาง จะช่วยให้ต้นกล้าแกร่งขึ้น หรืองดน้ำล่วงหน้าการย้าย  ๑ วัน หรือฉีดพ่นด้วยสารชะลอการเจริญเติบโตก่อนการย้ายกล้า ๔ – ๕ วัน จะทำให้ต้นกล้าทนการขาดน้ำ และทนแล้งยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ ไม่ทำให้ต้นกล้ายืด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s