การเตรียมต้นพันธุ์

Posted: กุมภาพันธ์ 18, 2012 in การเตรียมต้นพันธุ์

การเตรียมต้นพันธุ์ 

          การเตรียมต้นเพื่อนำไปปลูกในแปลงอาจได้จากการเพาะเมล็ด  หรือจากการปักชำก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกและความเหมาะสมของไม้ดอกแต่ละชนิด  ดังที่ได้ยกตัวอย่างไว้ข้างต้น  แต่สำหรับการปลูกไม้ดอกประดับแปลงแล้ว  การเตรียมต้นจากการเพาะเมล็ดน่าจะเหมาะสมที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีความไม่สะดวกอยู่บ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขได้

ข้อดีและข้อเสียของการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
           ก. ข้อดี มีดังนี้
               ๑. เมล็ดไม้ดอกในปัจจุบันมีคุณภาพดีในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านความบริสุทธิ์และอัตราการงอกของเมล็ด ตลอดจนความรวดเร็วในการงอก และความแข็งแรงของต้นกล้า และที่สำคัญคือ ได้มีพัฒนาการทั้งรูปแบบและรูปทรง รวมทั้งขนาดของเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีการเพาะปลูกในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนาไปเร็วมาก ทำให้ผู้ปลูกสามารถเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ในรูปแบบต่างๆได้ตามความต้องการตามเทคโนโลยีที่ใช้ ตลอดจนกำลังทรัพย์
               ๒. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะ   หาได้ง่าย   ราคาถูก
               ๓. วัสดุที่ใช้ในการเพาะมีอยู่ทั่วไป
               ๔. วิธีการเพาะไม่ยุ่งยาก
               ๕. ไม่จำกัดสถานที่เพาะ จะเพาะที่ไหน เมื่อใดก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้สถานที่พิเศษในการเพาะแต่อย่างใด ในสภาพธรรมชาติของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภายใน หรือภายนอกอาคารก็มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าวแบบภูมิอากาศในประเทศไทย มีส่วนช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น
               ๖. การขนย้ายเมล็ดและต้นกล้าทำได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่มีตะกร้าพลาสติก ขนาด ๓๐ x ๔๕ เซนติเมตร ก็สามารถเพาะเมล็ดได้ถึง ๕๐๐ – ๒,๐๐๐  เมล็ด
               ๗. ต้นกล้าที่ได้จากเมล็ดจะมีรากแก้ว ทำให้ต้นเจริญเติบโตดีกว่า แข็งแรงกว่า อีกทั้งมีความสม่ำเสมอตลอดจนความสมบูรณ์ของต้นดีกว่าต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นๆ
               ๘. ได้จำนวนต้นเร็วในปริมาณมากๆ ในระยะเวลาเพียง ๕ – ๗  วัน โดยที่การขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นๆไม่สามารถทำได้
               ๙. ราคาต่อต้นถูกกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่นๆ
               ๑๐. สามารถเก็บรักษาเมล็ดเพื่อรอเวลาปลูกได้ หากยังไม่ต้องการปลูก หรือยังไม่ถึงฤดูกาลปลูก เพียงเก็บเมล็ดไว้ในที่แห้งและเย็น โดยใส่ไว้ในขวดแก้วฝาเกลียว ปิดฝาให้มิดชิด วางไว้ในตู้เย็นที่ใช้ภายในบ้านจะสามารถเก็บไว้ได้นานหลายเดือน โดยที่ไม่สูญเสียอัตราการงอกมากนัก

          ข. ข้อเสีย มีดังนี้
               ๑. หาซื้อเมล็ดยาก เมล็ดที่ดีมีคุณภาพและตรงตามพันธุ์มักไม่มีวางจำหน่าย ทั้งนี้เพราะเมล็ดไม้ดอกส่วนใหญ่จะสูญเสียอัตราการงอกเร็วมาก ถ้าอยู่หรือเก็บไว้ในสภาพที่ไม่เหมาะสม หรือแม้วางไว้ในอุณหภูมิห้องธรรมดา การนำเมล็ดใส่ซองวางจำหน่ายที่หน้าร้านให้ตากแดดตากฝนเพื่อรอคนมาซื้อจะทำให้เมล็ดเสียหาย จนไม่มีอัตราการงอกเหลืออยู่เลย จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงนำเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีมาวางจำหน่าย

               ๒. ราคาแพง  เมล็ดที่ดีมีคุณภาพสูง และตรงตามพันธุ์จะมีราคาแพงหรือค่อนข้างแพง โดยเฉพาะเมล็ดที่เป็นลูกผสมชั่วแรก  หรือเมล็ดชนิดพิเศษดังจะกล่าวต่อไป แม้จะติดต่อซื้อโดยตรงจากบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ ราคาก็ยังแพงอยู่  ดังนั้นการเพาะเมล็ดจึงต้องทำอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้จำนวนต้นมากที่สุด จึงจะคุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีการสั่งเมล็ดเข้ามาวางจำหน่ายตามแผง เพราะเสี่ยงต่อการขาดทุน

               ๓. ความงอกต่ำ แม้จะตรงตามพันธุ์ แต่ถ้าเป็นเมล็ดเก่า และเก็บด้วยวิธีไม่ถูกต้อง อัตราการงอกจะลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ จนไม่คุ้ม ซึ่งผู้ปลูกจะไม่สามารถทราบล่วงหน้า หรือไว้วางใจได้เลย ถ้าหากซื้อเมล็ดจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือไม่ได้

               ๔. ไม่ตรงตามพันธุ์  ด้วยเหตุผลข้างต้นที่ว่า เมล็ดที่มีคุณภาพดี  และตรงตามพันธุ์ ราคาจะค่อนข้างแพง ถ้ามีการวางจำหน่าย ผู้ค้าจำเป็นต้องบวกผลกำไรไว้ด้วย ราคาจะยิ่งแพงมากขึ้น ทำให้จำหน่ายยาก ดังนั้นผู้ค้าจึงนิยมจำหน่ายเมล็ดคุณภาพปานกลาง หรือคุณภาพต่ำ คือเพียงแต่เป็นเมล็ดไม้ดอกชื่อนั้นๆ เท่านั้น แต่จะเป็นพันธุ์ไหนนั้นไม่สำคัญ ส่วนใหญ่บรรจุอยู่ในซองกระดาษ มีรูปดอกสวยๆ ของไม้ดอกชนิดนั้นๆ  ติดอยู่หน้าซอง ดูสวยงามมาก โดยบรรจุซองละ ๑๐ –  ๒๐  เมล็ด ราคาจำหน่าย ๕ – ๑๐  บาท แต่เมื่อนำไปเพาะแล้วอาจจะไม่งอกเลย หรืองอกเพียง ๔ – ๕  ต้น  ที่สำคัญคือ เมื่อออกดอกแล้วอาจจะไม่เหมือนกับที่แสดงรูปไว้หน้าซองก็ได้ 

          กล่าวโดยสรุปได้ว่า การขยายพันธุ์ไม้ดอกด้วยการเพาะเมล็ดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การแก้ปัญหาของข้อเสียอาจกระทำได้ในบางส่วน เช่น  ในเรื่องคุณภาพเมล็ด หากติดต่อโดยตรงกับบริษัทผู้ผลิตหรือผู้ค้า ก็จะสามารถกำหนดชนิดและพันธุ์ได้ตามที่ต้องการ  และตรงตามพันธุ์ในราคายุติธรรม  อีกทั้งจะได้เมล็ดที่ดีมีคุณภาพด้วย ส่วนปัญหาอื่นๆ ในการเตรียมต้นจากการเพาะเมล็ดมีไม่มากนัก จะมีบ้างก็เป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ  อันเนื่องมาจากเทคนิคการเพาะ  เพื่อให้ได้จำนวนต้นมากที่สุด   และต้นสมบูรณ์ที่สุดในระยะเวลาอันสั้น

          ขนาดของเมล็ด
          เมล็ดไม้ดอกจะมีขนาดต่างๆ กันตามชนิดของไม้ดอกคือ  มีตั้งแต่ขนาดเล็กมากเช่น เมล็ดกุหลาบหิน และบีโกเนีย ซึ่งเมล็ดหนัก  ๑  ออนซ์ จะมีจำนวนถึง ๒ – ๒.๕  ล้านเมล็ด  ส่วนเมล็ดขนาดเล็กธรรมดาคือ  เมล็ดกล็อกซิเนีย  และแอฟริกันไวโอเลต จะมีจำนวน ๘๕๐,๐๐๐ – ๑,๐๐๐,๐๐๐  เมล็ด ต่อน้ำหนัก ๑ ออนซ์

รูปแบบของเมล็ด
          เมล็ดที่มีจำหน่ายโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงมี  ๒  ชนิด  คือ
          ๑. เมล็ด “ธรรมดา” (Standard seed)
          หมายถึง เมล็ดที่ได้จากกรรมวิธีการผลิตธรรมดา ไม่วิจิตรพิสดาร หรือใช้เทคโนโลยีพิเศษใดๆ ไม้ดอกที่มีเมล็ดขนาดเล็กโดยธรรมชาติก็ยังคงเล็กอยู่เช่นเดิม เมล็ดที่มีขนหุ้มรอบๆ เมล็ด หรือมีเมือกหุ้มเมล็ด  หรือมีหางติดอยู่กับเมล็ดก็ยังคงมีอยู่  รูปทรงดั้งเดิมของเมล็ดเป็นเช่นใด จะบิดเบี้ยว กลมรี หรือรูปทรงเป็นแท่ง ก็คงเป็นเช่นนั้น จะไม่มีการดัดแปลงเสริมแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเมล็ดบางชนิดอาจจะเพาะได้ยากมาก  เพราะมีขนาดเล็กเกินไป หรือมีน้ำหนักเบามาก ดังเช่น  บีโกเนีย  และพิทูเนีย จนคนเพาะท้อถอย  เลิกปลูกเลี้ยงไม้ดอกทั้ง  ๒  ชนิดนี้ไปแล้วก็มี หรือบางชนิดมีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่ได้มาตรฐานกับเครื่องเพาะเมล็ดไฟฟ้าที่นิยมใช้ในหมู่ผู้ปลูกในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าหากไม่มีการดัดแปลงรูปทรงของเมล็ดให้เหมาะสมกับเครื่องเพาะเมล็ด ก็ไม่สามารถจำหน่ายได้
          ๒.  เมล็ด  “พิเศษ”  (Special  seed)
          หมายถึง เมล็ดที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตพิเศษกว่าเมล็ดธรรมดา มีการดัดแปลงเสริมแต่งหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อแก้ปัญหาที่เมล็ดชนิดนั้นๆ ประสบ  และเพื่อความสะดวกสบายของผู้ปลูก  เช่น  เมล็ดไม้ดอกที่มีขนาดเล็กมากๆ  เช่น  บีโกเนีย  และพิทูเนีย  ได้มีการหุ้ม หรือพอกเมล็ดด้วยวัสดุบางอย่างให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อสะดวกในการเพาะ  เรียกว่า  “Pelled  seed”  เมล็ดพืชบางชนิด  เช่น  มะเขือเทศ  และบานไม่รู้โรย  จะมีขนหุ้มเมล็ด  ทำให้ได้จำนวนเมล็ดต่อน้ำหนักน้อยลง จึงมีการเอาขนหุ้มเมล็ดออก เรียกว่า “Deffuzzed  seed” เมล็ดบางชนิดมีหาง ซึ่งเหมาะที่จะขยายพันธุ์ในสภาพธรรมชาติ  คือสามารถปลิวไปตามลมได้ง่าย แต่หางทำให้เกะกะในการเพาะ  โดยเฉพาะการเพาะด้วยเครื่อง  เช่น  เมล็ดดาวเรือง  จึงได้มีการเด็ดหางออก  คงเหลือไว้เฉพาะตัวเมล็ดเท่านั้น เรียกว่า “Detailed  seed” เมล็ดบางชนิดมีน้ำหนักเบามาก เมื่อทำการเพาะด้วยมือหรือด้วยเครื่องก็ตาม เมล็ดจะถูกพัดพา หรือฟุ้งกระจาย หรือปลิวไป ไม่ตกลงตรงที่หมาย จึงได้มีการหุ้มเมล็ดเพื่อเพิ่มน้ำหนักเมล็ดด้วยแกรไฟต์  เรียกเมล็ดในรูปแบบนี้ว่า “Speed  seed” เมล็ดบางชนิดอาจไม่มีปัญหา  ทั้งในเรื่องรูปร่าง  ขนาด  และน้ำหนัก แต่ต้องการให้มีอัตราการงอกสูงขึ้น งอกและโตเร็วขึ้นกว่าเดิม มีความสม่ำเสมอในการงอกและการเจริญเติบโต จึงมีการพัฒนารูปแบบขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคที่ปกปิดเป็นความลับของบริษัท โดยเมล็ดชนิดนี้มีคุณภาพดีมาก แต่ราคาจำหน่ายแพง เรียกว่า  “High  energy  seed” เมล็ดไม้ดอกที่ใช้เทคนิคในลักษณะนี้  มีอยู่หลายชนิด  ได้แก่ อะเจอราตุม   รักแรก อิมเพเชียน บีโกเนีย  พิทูเนีย ซัลเวีย และแพงพวย นอกจากนี้ยังมีเมล็ดอีกรูปแบบ  คือ  “Genesis seed”  ซึ่งมีวางจำหน่ายในราคาต่อเมล็ดแพงที่สุด  แต่มีคุณภาพดีที่สุดในทุกๆ ลักษณะ  คุณสมบัติของเมล็ดคล้ายกับ  High Energy seed  แต่เหนือกว่าในทุกด้าน เมล็ดไม้ดอกที่วางจำหน่ายในรูปแบบนี้ ได้แก่  บีโกเนีย  พิทูเนีย สแนปดรากอน แพนซี แอหนัง (Dusty Miller) และแพงพวย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s