การปลูกต้นไม้

Posted: กุมภาพันธ์ 20, 2012 in Uncategorized

การปลูกไม้ผลเป็นไม้ประดับ

การนำไม้ผลมาปลูกลงกระถางเป็นไม้ประดับ  คงจะมีหลายท่านได้กำลังทำอยู่และประสบความสำเร็จไปแล้วไม่น้อย ไม้ผลนอกจากจะปลูกเพื่อขายผลแล้วยังสามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในบริเวณบ้านซึ่งมีเนื้อที่ไม่มากนักได้  โดยปลูกลงโอ่งมังกรและคอยตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอเพื่อควบคุมทรงพุ่ม ไม้ผลบางชนิดเมื่อนำมาทำเป็นไม้กระถางแล้วจะมีราคาแพงขึ้นมาก เพราะใช้ประดับได้ทั้งดอกและผล และต้นไม้ที่มีขนาดเล็กแล้วติดผลก็ดูน่าตื่นเต้นไม่น้อยในตลาดอีกทั้งสะดวกในการขนย้ายเพื่อเปลี่ยนที่ตั้งกระถางด้วย  จึงนับว่าน่าสนใจไม่น้อยสำหรับนักจัดสวนบ้านเรา แต่ไม้ผลขนาดเล็กเพื่อใช้เป็นไม้ประดับกระถางก็คงมีไม่มากชนิดนัก  คราวนี้มาดูว้าจะผลิตอย่างไร

Read the rest of this entry »

วันแม่แห่งชาติ

Posted: กุมภาพันธ์ 20, 2012 in Uncategorized

วันพ่อแห่งชาติ

Posted: กุมภาพันธ์ 20, 2012 in Uncategorized

วันพ่แห่งชาติ

Posted: กุมภาพันธ์ 18, 2012 in Uncategorized

วันพ่อแห่งชาติวันพ่อแห่งชาติ

การปลูกไม้ผลเป็นไม้ประดับ

การนำไม้ผลมาปลูกลงกระถางเป็นไม้ประดับ  คงจะมีหลายท่านได้กำลังทำอยู่และประสบความสำเร็จไปแล้วไม่น้อย ไม้ผลนอกจากจะปลูกเพื่อขายผลแล้วยังสามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในบริเวณบ้านซึ่งมีเนื้อที่ไม่มากนักได้  โดยปลูกลงโอ่งมังกรและคอยตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอเพื่อควบคุมทรงพุ่ม ไม้ผลบางชนิดเมื่อนำมาทำเป็นไม้กระถางแล้วจะมีราคาแพงขึ้นมาก เพราะใช้ประดับได้ทั้งดอกและผล และต้นไม้ที่มีขนาดเล็กแล้วติดผลก็ดูน่าตื่นเต้นไม่น้อยในตลาดอีกทั้งสะดวกในการขนย้ายเพื่อเปลี่ยนที่ตั้งกระถางด้วย  จึงนับว่าน่าสนใจไม่น้อยสำหรับนักจัดสวนบ้านเรา แต่ไม้ผลขนาดเล็กเพื่อใช้เป็นไม้ประดับกระถางก็คงมีไม่มากชนิดนัก  คราวนี้มาดูว้าจะผลิตอย่างไร

1.  เลือกชนิดไม้ผลที่จะนำมาปลูกลงโอ่งมังกร  ต้องเลือกไม้ผลที่มีต้นขนาดเล็กเช่น มะเฟือง มะปราง มะยงชิด ส้มทุกชนิด และชมพู่ขนาดเล็กคือ ชมพู่พลาสติก ชมพู่เพชรน้ำผึ้ง ทับทิม มะม่วงพันธุ์บุญบันดาล ต้นมหัศจรรย์ (Miracle tree) เป็นต้น

2.  จะต้องผลิตเป็นปริมาณมากพอสำหรับความต้องการของตลาด

3.  จัดวางแยกชนิดไว้เป็นกลุ่ม ๆ ให้ลูกค้าสามารถเลือกชนิดได้สะดวก

4.  ต้องโฆษณาให้เป็นที่รู้จักว่าเราเป็นแหล่งผลิต

บริเวณที่จะนำไม้ผลกระถางไปใช้งาน

ควรเป็นบริเวณที่มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ  ถ้าเป็นบริเวณบ้านก็ควรให้ได้รับแสงตลอดทั้งวัน  อาจจะเป็นบริเวณระเบียงหน้าบ้านหรือมุมนอกบ้านที่เป็นเหลี่ยม  สามารถนำไม้ผลกระถางไปวางเพื่อลดความแข็งกระด้างของมุมลงได้  หรือใช้ไม้ผลกระถางที่ติดผลเป็นไม้ประดับในอาคารในการจัดเพื่อเปิดตัวสินค้าหรือนิทรรศการต่าง ๆ ที่ใช้เวลาไม่นานนัก  ก็เป็นอีกแนวหนึ่งของการใช้ประโยชน์

การเพาะพันธุ์

Posted: กุมภาพันธ์ 18, 2012 in การเพาะพันธุ์

การเพาะพันธุ์ 

          ก. วัสดุเพาะ ในต่างประเทศนิยมใช้พีตและเวอร์มิคิวไลต์  ส่วนในประเทศไทยมักจะเพาะในดิน แต่มักเกิดปัญหาต้นกล้าเป็นโรค  เนื่องจากมีเชื้อโรคตกค้างอยู่ในดิน จึงควรเพาะในวัสดุที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค อีกทั้งไม่เป็นกรดเป็นด่างจัด  มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ในขณะเดียวกันก็กักเก็บความชื้นได้ดีด้วย ซึ่งจะหาวัสดุที่มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วนได้ยากมาก  จากการทดลองพบว่า ทรายก่อสร้างที่ร่อนเอากรวดหินออกแล้ว ผสมกับขุยมะพร้าวที่ได้จากเส้นใยของกาบมะพร้าวที่ใช้ประโยชน์แล้ว ในอัตราส่วน  ๑ : ๑  และ  ๑ : ๒  จะเหมาะสำหรับเมล็ดไม้ดอกทั่วๆ ไปที่มีขนาดไม่เล็กนัก หรือเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ หากเป็นเมล็ดที่มีขนาดเล็กมาก ดังเช่น เมล็ดบีโกเนีย และพิทูเนีย ควรเพาะในใบก้ามปูหมักที่ร่อนแล้ว   ผสมกับทรายในอัตราส่วน  ๒ : ๑  แทน

           ข. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะ  ควรเพาะในตะกร้าพลาสติกขนาด  ๓๐ x ๔๕   เซนติเมตรโดยประมาณ จะสะดวกและปลอดภัยกว่าเพาะลงบนพื้นดินโดยตรง ทั้งนี้เพราะสะดวกในการเตรียมวัสดุและเตรียมการเพาะ อีกทั้งทำการเพาะได้ประณีตกว่า ดูแลได้ทั่วถึงการป้องกันมดแมลงตลอดจนศัตรูอื่น เช่น  จิ้งหรีด ทำได้ง่ายกว่า สามารถควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ   ตลอดจนแสงได้ตามความเหมาะสม เพราะสามารถย้ายตะกร้าไปมาได้ เมื่อเมล็ดงอกแล้วสามารถย้ายไปไว้ในที่ที่เหมาะสมได้ง่าย และยังหนีภัยธรรมชาติได้ด้วย แม้จะทำงานขนาดใหญ่เพียงใดก็ตาม เช่น ต้องการเตรียมต้นกล้าเป็นหมื่นเป็นแสนต้น ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะตะกร้าขนาด ๓๐ x ๔๕ เซนติเมตร  สามารถเพาะเมล็ดได้ถึง ๕๐๐ – ๒,๐๐๐  เมล็ด ถ้าเมล็ดมีอัตราการงอกร้อยละ ๘๐  จะใช้ตะกร้าในการเพาะเมล็ดจำนวน ๑๓๐,๐๐๐ เมล็ด  เพื่อให้ได้จำนวนต้น  ๑๐๐,๐๐๐  ต้น   เพียง  ๕๐ – ๒๕๐  ตะกร้าเท่านั้น หากวางตะกร้าบนกระเบื้องแผ่นเรียบขนาด ๑.๒๐ x ๒.๔๐ ตารางเมตร จะใช้กระเบื้องเพียง ๒ – ๑๒ แผ่น ทั้งนี้เพราะกระเบื้อง ๑ แผ่น รองรับตะกร้าได้ถึง  ๒๔  ใบ


ค. วิธีการเพาะ
 ให้กรุตะกร้าพลาสติกด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์  ทั้งที่ก้นและด้านข้างของตะกร้า แล้วบรรจุวัสดุเพาะที่มีความชื้นพอเหมาะไม่ถึงกับแฉะ ลงไปในตะกร้าอย่างหลวมๆ ให้สูงจากก้นตะกร้าประมาณ ๘ เซนติเมตร เกลี่ยผิวหน้าวัสดุให้เรียบเสมอกันโดยตลอด แล้วใช้สันไม้หนาประมาณ ๑-๒  เซนติเมตร กดลงบนวัสดุเพาะเบาๆ เพื่อทำร่องสำหรับหยอดเมล็ด   แต่ละร่องห่างกันประมาณ  ๒ เซนติเมตร ลึกประมาณ ๑-๒ เซนติเมตร ถ้าทำร่องตามทางยาวของตะกร้าจะได้ประมาณ ๑๑-๑๒  แถวต่อ  ๑  ตะกร้า

          การหยอดเมล็ดลงในร่องนั้น หากยังไม่ชำนาญควรฝึกทำก่อน โดยใช้ทรายละเอียดแทนเมล็ดจริง ซึ่งแต่ละคนอาจมีวิธีการทำไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ควรหยอดให้แต่ละเมล็ดกระจายอย่างสม่ำเสมอในแต่ละร่อง กลบร่องด้วยวัสดุเพาะให้เต็ม   แล้วใช้แท่งไม้หน้าเรียบลักษณะคล้ายแปลงลบกระดาน ตบบนผิววัสดุเพาะเบาๆ เพื่อให้วัสดุเพาะกระชับกับเมล็ด และทำให้ผิวหน้าวัสดุเรียบ ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ให้พอดีกับตะกร้า ปิดทับลงบนผิวหน้าวัสดุให้มิดพอดีๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยบัวรดน้ำชนิดฝอย  คะเนให้น้ำซึมลงไปในวัสดุเพาะมากพอ แล้วนำกระบะเพาะไปเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยจากสัตว์เลี้ยงและแมลงศัตรูพืช อาจวางบนร้าน หรือยกพื้นกลางแดด หลังจากนั้นรดน้ำเช้า-บ่าย  วันละ  ๒  เวลา เมล็ดส่วนใหญ่จะงอกภายใน ๓-๕  วัน ดังนั้นก่อนรดน้ำในตอนเช้าของวันที่ ๔  และ ๕  ควรตรวจสอบความงอก  โดยการเปิดกระดาษออกดู  ถ้าเมล็ดงอกในปริมาณที่มากพอใกล้เคียงกับอัตราการงอกที่กำหนดไว้ ต้องเปิดกระดาษออกทันที ถ้าวางกระบะเพาะไว้ภายในอาคาร  ควรจัดให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดในช่วงเช้า และงดน้ำ ๑-๒  วัน เป็นการบังคับให้รากหยั่งลึกลงไปหาน้ำในระดับล่างของวัสดุเพาะ  ทำให้รากของต้นกล้าเจริญเติบโตดี  มีปริมาณรากมาก และแข็งแรงด้วย แต่ถ้าเป็นการเพาะเมล็ดในที่โล่งแจ้งกลางแดดอยู่แล้ว เมื่อเมล็ดงอกและเปิดกระดาษออกแล้ว ต้นกล้าจะได้รับแสงแดดเต็มที่โดยไม่แสดงอาการเหี่ยวเฉา  หากต้นกล้าแสดงอาการเหี่ยว ไม่ควรงดน้ำ

          วิธีการเพาะเมล็ดดังที่กล่าวมานี้ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดหากได้ลงมือปฏิบัติ และประสบปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นวิธีการเพาะที่ดีและเหมาะสมย่อมแตกต่างกันได้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การเพาะเมล็ดโดยการทำร่องเป็นแถวๆ แทนการหว่านเมล็ดไปทั่วทั้งตะกร้า จะเป็นการแก้ปัญหาการเน่าของต้นกล้าได้

          การเพาะเมล็ดเป็นแถวจะให้ผลดีกว่าการหว่านเมล็ดด้วยประการทั้งปวง โดยเฉพาะลดความเสียหายเนื่องจากโรคโคนเน่าของต้นกล้า ทั้งนี้เพราะมีการถ่ายเทอากาศได้ดีกว่า และถ้าเกิดโรคเน่าขึ้น โอกาสที่จะลุกลามติดต่อกันเองเกิดได้ช้าลง ที่สำคัญคือ สะดวกในการย้ายต้นกล้าออกปลูก โดยสามารถย้ายทีละแถว โดยไม่ทำให้รากของต้นกล้าแถวข้างเคียงกระทบกระเทือน อีกทั้งถ้าไม่สามารถย้ายเสร็จทั้งตะกร้าภายในวันเดียวได้ ก็ไม่ทำให้ต้นกล้าที่เหลือเสียหาย

          สรุปได้ว่า  การเพาะเมล็ดไม้ดอกจะประสบผลสำเร็จเพียงใด  ขึ้นอยู่กับปัจจัย  ๓ ประการคือ 
               ๑. เมล็ดดี  เมล็ดที่นำมาเพาะจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
                    -  ยังมีชีวิตอยู่
-  ผ่านพ้นระยะพักตัวแล้ว
-  มีความสมบูรณ์   ไม่ลีบ  ไม่มีเมล็ดอื่นปะปน
-  มีความงอกสม่ำเสมอ  อัตราการงอกสูง
-  ตรงตามพันธุ์
-  งอกได้เร็ว  และเจริญเติบโตดี
-  ปราศจากโรคและแมลง

               ๒. วัสดุเพาะดี   มีคุณสมบัติดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องของวัสดุเพาะ

               ๓. สภาพแวดล้อมดี คือ มีความชื้น  อุณหภูมิ   แสง   และอากาศเหมาะสม

               ๔. วิธีการดี  ได้กล่าวถึงวิธีการเพาะเมล็ดอย่างละเอียดไว้แล้ว  แต่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็ได้ หากลงมือปฏิบัติเอง  อาจพบเห็นปัญหามากมายแตกต่างได้อีก โดยวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลย่อมจะแตกต่างกัน  ดังนั้น วิธีการที่ดีและเหมาะสมจึงแตกต่างกันไปด้วย

ง. ปัญหาที่มักเกิดขึ้นในการเพาะเมล็ดไม้ดอก    มีดังนี้
              ๑.  เมล็ดงอกน้อย  ทั้งที่เมล็ดมีคุณภาพดี และมีอัตราการงอกสูง สาเหตุอาจเนื่องมาจากวัสดุเพาะมีความชื้นไม่เพียงพอ  และไม่สม่ำเสมอทั่วกัน โดยเฉพาะในช่วงวันแรกๆ ที่เริ่มเพาะ จึงแนะนำให้รดน้ำจนชุ่ม  โดยรด  ๒ – ๓  ครั้งในวันแรกที่เพาะ เพื่อให้วัสดุเพาะมีความชุ่มชื้นเพียงพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีภายในเมล็ด และทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลง จนต้นอ่อนสามารถงอกออกมาได้  หรืออาจเป็นเพราะเมล็ดเหล่านั้นสูญสิ้นความงอก หรือตายไปแล้วก่อนนำมาเพาะ ซึ่งอาจเกิดจากการเก็บรักษาเมล็ดก่อนการเพาะไว้ในที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น วางเมล็ดไว้ในรถยนต์ที่ปิดกระจกในระหว่างไปรับประทานอาหารกลางวันเพียง ๑ – ๒  ชั่วโมง ความร้อนภายในรถยนต์อาจสูงพอที่จะฆ่าเมล็ดเหล่านั้นได้ จึงควรตระหนักในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไว้ด้วย

               ๒. ต้นกล้ายืด เนื่องจากต้นกล้าได้รับแสงไม่เพียงพอ เพราะเปิดกระดาษออกช้า หรือสถานที่เพาะเมล็ดได้รับแสงน้อยไป

               ๓. ต้นกล้าเน่า สามารถป้องกันได้โดยการเปิดกระดาษออกทันทีหลังจากต้นกล้างอก ให้ได้รับแสงเพียงพอ ต้นกล้าจะไม่ยืดจนล้มในขณะได้รับการรดน้ำ และไม่ควรรดน้ำบ่อยครั้งเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ต้นกล้าบอบช้ำ ซึ่งง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค ควรทิ้งช่วงให้วัสดุเพาะแห้งบ้างพอหมาดๆ แต่อย่าปล่อยให้แห้งจัดจนเกิดรอยแตกแยกของวัสดุเพาะ

               ๔. ต้นกล้าไม่แกร่ง ทำให้เกิดปัญหาการตายของต้นกล้าหลังจากย้ายปลูก เนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น ต้นกล้าได้รับแสงน้อยเกินไป รดน้ำมากไป หรือมีการเร่งปุ๋ยไนโตรเจนเกินความจำเป็น ก่อนการย้ายกล้า ๒ – ๓ วัน ควรรดด้วยน้ำผสมปุ๋ยโพแทสเซียมอย่างเจือจาง จะช่วยให้ต้นกล้าแกร่งขึ้น หรืองดน้ำล่วงหน้าการย้าย  ๑ วัน หรือฉีดพ่นด้วยสารชะลอการเจริญเติบโตก่อนการย้ายกล้า ๔ – ๕ วัน จะทำให้ต้นกล้าทนการขาดน้ำ และทนแล้งยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ ไม่ทำให้ต้นกล้ายืด

การเตรียมต้นพันธุ์ 

          การเตรียมต้นเพื่อนำไปปลูกในแปลงอาจได้จากการเพาะเมล็ด  หรือจากการปักชำก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกและความเหมาะสมของไม้ดอกแต่ละชนิด  ดังที่ได้ยกตัวอย่างไว้ข้างต้น  แต่สำหรับการปลูกไม้ดอกประดับแปลงแล้ว  การเตรียมต้นจากการเพาะเมล็ดน่าจะเหมาะสมที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีความไม่สะดวกอยู่บ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขได้

ข้อดีและข้อเสียของการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
           ก. ข้อดี มีดังนี้
               ๑. เมล็ดไม้ดอกในปัจจุบันมีคุณภาพดีในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านความบริสุทธิ์และอัตราการงอกของเมล็ด ตลอดจนความรวดเร็วในการงอก และความแข็งแรงของต้นกล้า และที่สำคัญคือ ได้มีพัฒนาการทั้งรูปแบบและรูปทรง รวมทั้งขนาดของเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีการเพาะปลูกในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนาไปเร็วมาก ทำให้ผู้ปลูกสามารถเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ในรูปแบบต่างๆได้ตามความต้องการตามเทคโนโลยีที่ใช้ ตลอดจนกำลังทรัพย์
               ๒. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะ   หาได้ง่าย   ราคาถูก
               ๓. วัสดุที่ใช้ในการเพาะมีอยู่ทั่วไป
               ๔. วิธีการเพาะไม่ยุ่งยาก
               ๕. ไม่จำกัดสถานที่เพาะ จะเพาะที่ไหน เมื่อใดก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้สถานที่พิเศษในการเพาะแต่อย่างใด ในสภาพธรรมชาติของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภายใน หรือภายนอกอาคารก็มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าวแบบภูมิอากาศในประเทศไทย มีส่วนช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น
               ๖. การขนย้ายเมล็ดและต้นกล้าทำได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่มีตะกร้าพลาสติก ขนาด ๓๐ x ๔๕ เซนติเมตร ก็สามารถเพาะเมล็ดได้ถึง ๕๐๐ – ๒,๐๐๐  เมล็ด
               ๗. ต้นกล้าที่ได้จากเมล็ดจะมีรากแก้ว ทำให้ต้นเจริญเติบโตดีกว่า แข็งแรงกว่า อีกทั้งมีความสม่ำเสมอตลอดจนความสมบูรณ์ของต้นดีกว่าต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นๆ
               ๘. ได้จำนวนต้นเร็วในปริมาณมากๆ ในระยะเวลาเพียง ๕ – ๗  วัน โดยที่การขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นๆไม่สามารถทำได้
               ๙. ราคาต่อต้นถูกกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่นๆ
               ๑๐. สามารถเก็บรักษาเมล็ดเพื่อรอเวลาปลูกได้ หากยังไม่ต้องการปลูก หรือยังไม่ถึงฤดูกาลปลูก เพียงเก็บเมล็ดไว้ในที่แห้งและเย็น โดยใส่ไว้ในขวดแก้วฝาเกลียว ปิดฝาให้มิดชิด วางไว้ในตู้เย็นที่ใช้ภายในบ้านจะสามารถเก็บไว้ได้นานหลายเดือน โดยที่ไม่สูญเสียอัตราการงอกมากนัก

          ข. ข้อเสีย มีดังนี้
               ๑. หาซื้อเมล็ดยาก เมล็ดที่ดีมีคุณภาพและตรงตามพันธุ์มักไม่มีวางจำหน่าย ทั้งนี้เพราะเมล็ดไม้ดอกส่วนใหญ่จะสูญเสียอัตราการงอกเร็วมาก ถ้าอยู่หรือเก็บไว้ในสภาพที่ไม่เหมาะสม หรือแม้วางไว้ในอุณหภูมิห้องธรรมดา การนำเมล็ดใส่ซองวางจำหน่ายที่หน้าร้านให้ตากแดดตากฝนเพื่อรอคนมาซื้อจะทำให้เมล็ดเสียหาย จนไม่มีอัตราการงอกเหลืออยู่เลย จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงนำเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีมาวางจำหน่าย

               ๒. ราคาแพง  เมล็ดที่ดีมีคุณภาพสูง และตรงตามพันธุ์จะมีราคาแพงหรือค่อนข้างแพง โดยเฉพาะเมล็ดที่เป็นลูกผสมชั่วแรก  หรือเมล็ดชนิดพิเศษดังจะกล่าวต่อไป แม้จะติดต่อซื้อโดยตรงจากบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ ราคาก็ยังแพงอยู่  ดังนั้นการเพาะเมล็ดจึงต้องทำอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้จำนวนต้นมากที่สุด จึงจะคุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีการสั่งเมล็ดเข้ามาวางจำหน่ายตามแผง เพราะเสี่ยงต่อการขาดทุน

               ๓. ความงอกต่ำ แม้จะตรงตามพันธุ์ แต่ถ้าเป็นเมล็ดเก่า และเก็บด้วยวิธีไม่ถูกต้อง อัตราการงอกจะลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ จนไม่คุ้ม ซึ่งผู้ปลูกจะไม่สามารถทราบล่วงหน้า หรือไว้วางใจได้เลย ถ้าหากซื้อเมล็ดจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือไม่ได้

               ๔. ไม่ตรงตามพันธุ์  ด้วยเหตุผลข้างต้นที่ว่า เมล็ดที่มีคุณภาพดี  และตรงตามพันธุ์ ราคาจะค่อนข้างแพง ถ้ามีการวางจำหน่าย ผู้ค้าจำเป็นต้องบวกผลกำไรไว้ด้วย ราคาจะยิ่งแพงมากขึ้น ทำให้จำหน่ายยาก ดังนั้นผู้ค้าจึงนิยมจำหน่ายเมล็ดคุณภาพปานกลาง หรือคุณภาพต่ำ คือเพียงแต่เป็นเมล็ดไม้ดอกชื่อนั้นๆ เท่านั้น แต่จะเป็นพันธุ์ไหนนั้นไม่สำคัญ ส่วนใหญ่บรรจุอยู่ในซองกระดาษ มีรูปดอกสวยๆ ของไม้ดอกชนิดนั้นๆ  ติดอยู่หน้าซอง ดูสวยงามมาก โดยบรรจุซองละ ๑๐ -  ๒๐  เมล็ด ราคาจำหน่าย ๕ – ๑๐  บาท แต่เมื่อนำไปเพาะแล้วอาจจะไม่งอกเลย หรืองอกเพียง ๔ – ๕  ต้น  ที่สำคัญคือ เมื่อออกดอกแล้วอาจจะไม่เหมือนกับที่แสดงรูปไว้หน้าซองก็ได้ 

          กล่าวโดยสรุปได้ว่า การขยายพันธุ์ไม้ดอกด้วยการเพาะเมล็ดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การแก้ปัญหาของข้อเสียอาจกระทำได้ในบางส่วน เช่น  ในเรื่องคุณภาพเมล็ด หากติดต่อโดยตรงกับบริษัทผู้ผลิตหรือผู้ค้า ก็จะสามารถกำหนดชนิดและพันธุ์ได้ตามที่ต้องการ  และตรงตามพันธุ์ในราคายุติธรรม  อีกทั้งจะได้เมล็ดที่ดีมีคุณภาพด้วย ส่วนปัญหาอื่นๆ ในการเตรียมต้นจากการเพาะเมล็ดมีไม่มากนัก จะมีบ้างก็เป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ  อันเนื่องมาจากเทคนิคการเพาะ  เพื่อให้ได้จำนวนต้นมากที่สุด   และต้นสมบูรณ์ที่สุดในระยะเวลาอันสั้น

          ขนาดของเมล็ด
          เมล็ดไม้ดอกจะมีขนาดต่างๆ กันตามชนิดของไม้ดอกคือ  มีตั้งแต่ขนาดเล็กมากเช่น เมล็ดกุหลาบหิน และบีโกเนีย ซึ่งเมล็ดหนัก  ๑  ออนซ์ จะมีจำนวนถึง ๒ – ๒.๕  ล้านเมล็ด  ส่วนเมล็ดขนาดเล็กธรรมดาคือ  เมล็ดกล็อกซิเนีย  และแอฟริกันไวโอเลต จะมีจำนวน ๘๕๐,๐๐๐ – ๑,๐๐๐,๐๐๐  เมล็ด ต่อน้ำหนัก ๑ ออนซ์

รูปแบบของเมล็ด
          เมล็ดที่มีจำหน่ายโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงมี  ๒  ชนิด  คือ
          ๑. เมล็ด “ธรรมดา” (Standard seed)
          หมายถึง เมล็ดที่ได้จากกรรมวิธีการผลิตธรรมดา ไม่วิจิตรพิสดาร หรือใช้เทคโนโลยีพิเศษใดๆ ไม้ดอกที่มีเมล็ดขนาดเล็กโดยธรรมชาติก็ยังคงเล็กอยู่เช่นเดิม เมล็ดที่มีขนหุ้มรอบๆ เมล็ด หรือมีเมือกหุ้มเมล็ด  หรือมีหางติดอยู่กับเมล็ดก็ยังคงมีอยู่  รูปทรงดั้งเดิมของเมล็ดเป็นเช่นใด จะบิดเบี้ยว กลมรี หรือรูปทรงเป็นแท่ง ก็คงเป็นเช่นนั้น จะไม่มีการดัดแปลงเสริมแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเมล็ดบางชนิดอาจจะเพาะได้ยากมาก  เพราะมีขนาดเล็กเกินไป หรือมีน้ำหนักเบามาก ดังเช่น  บีโกเนีย  และพิทูเนีย จนคนเพาะท้อถอย  เลิกปลูกเลี้ยงไม้ดอกทั้ง  ๒  ชนิดนี้ไปแล้วก็มี หรือบางชนิดมีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่ได้มาตรฐานกับเครื่องเพาะเมล็ดไฟฟ้าที่นิยมใช้ในหมู่ผู้ปลูกในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าหากไม่มีการดัดแปลงรูปทรงของเมล็ดให้เหมาะสมกับเครื่องเพาะเมล็ด ก็ไม่สามารถจำหน่ายได้
          ๒.  เมล็ด  “พิเศษ”  (Special  seed)
          หมายถึง เมล็ดที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตพิเศษกว่าเมล็ดธรรมดา มีการดัดแปลงเสริมแต่งหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อแก้ปัญหาที่เมล็ดชนิดนั้นๆ ประสบ  และเพื่อความสะดวกสบายของผู้ปลูก  เช่น  เมล็ดไม้ดอกที่มีขนาดเล็กมากๆ  เช่น  บีโกเนีย  และพิทูเนีย  ได้มีการหุ้ม หรือพอกเมล็ดด้วยวัสดุบางอย่างให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อสะดวกในการเพาะ  เรียกว่า  “Pelled  seed”  เมล็ดพืชบางชนิด  เช่น  มะเขือเทศ  และบานไม่รู้โรย  จะมีขนหุ้มเมล็ด  ทำให้ได้จำนวนเมล็ดต่อน้ำหนักน้อยลง จึงมีการเอาขนหุ้มเมล็ดออก เรียกว่า “Deffuzzed  seed” เมล็ดบางชนิดมีหาง ซึ่งเหมาะที่จะขยายพันธุ์ในสภาพธรรมชาติ  คือสามารถปลิวไปตามลมได้ง่าย แต่หางทำให้เกะกะในการเพาะ  โดยเฉพาะการเพาะด้วยเครื่อง  เช่น  เมล็ดดาวเรือง  จึงได้มีการเด็ดหางออก  คงเหลือไว้เฉพาะตัวเมล็ดเท่านั้น เรียกว่า “Detailed  seed” เมล็ดบางชนิดมีน้ำหนักเบามาก เมื่อทำการเพาะด้วยมือหรือด้วยเครื่องก็ตาม เมล็ดจะถูกพัดพา หรือฟุ้งกระจาย หรือปลิวไป ไม่ตกลงตรงที่หมาย จึงได้มีการหุ้มเมล็ดเพื่อเพิ่มน้ำหนักเมล็ดด้วยแกรไฟต์  เรียกเมล็ดในรูปแบบนี้ว่า “Speed  seed” เมล็ดบางชนิดอาจไม่มีปัญหา  ทั้งในเรื่องรูปร่าง  ขนาด  และน้ำหนัก แต่ต้องการให้มีอัตราการงอกสูงขึ้น งอกและโตเร็วขึ้นกว่าเดิม มีความสม่ำเสมอในการงอกและการเจริญเติบโต จึงมีการพัฒนารูปแบบขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคที่ปกปิดเป็นความลับของบริษัท โดยเมล็ดชนิดนี้มีคุณภาพดีมาก แต่ราคาจำหน่ายแพง เรียกว่า  “High  energy  seed” เมล็ดไม้ดอกที่ใช้เทคนิคในลักษณะนี้  มีอยู่หลายชนิด  ได้แก่ อะเจอราตุม   รักแรก อิมเพเชียน บีโกเนีย  พิทูเนีย ซัลเวีย และแพงพวย นอกจากนี้ยังมีเมล็ดอีกรูปแบบ  คือ  “Genesis seed”  ซึ่งมีวางจำหน่ายในราคาต่อเมล็ดแพงที่สุด  แต่มีคุณภาพดีที่สุดในทุกๆ ลักษณะ  คุณสมบัติของเมล็ดคล้ายกับ  High Energy seed  แต่เหนือกว่าในทุกด้าน เมล็ดไม้ดอกที่วางจำหน่ายในรูปแบบนี้ ได้แก่  บีโกเนีย  พิทูเนีย สแนปดรากอน แพนซี แอหนัง (Dusty Miller) และแพงพวย

การปลูกไม้ประดับ  
       การปลูกไม้ประดับ เป็นที่นิยมปลูกกันมากตามบ้านเรือน อาคารสำนักงานต่างๆ เพื่อสร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมให้สดชื่นมีชีวิตชีวาน่าอยู่ ไม้ประดับหาซื้อได้ง่ายหรือว่าจะปลูกเองแล้วเปิดร้านสถานเพาะชำ ใช้วัสดุอุปกรณ์ หรือภาชนะต่างๆ ประดับด้วยไม้นานาพันธุ์ หรือจะใส่กระถางมีที่รองรับหรือแขวนไว้ตามระเบียงก็ได้ ธุรกิจการปลูกไม้ประดับมีลูกค้าสนใจ และมีตลาดที่กว้างและกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไม้ประดับที่นิยมปลูกกันทั่วไป

สาวน้อยปะแป้ง นิยมปลูกเป็นไม้กระถางเลี้ยงเอาไว้ในร่มสามารถปลูกในดินทุกชนิด พื้นใบมีสีเขียวและขาวเป็นลายจุดแต้ม มีใบค่อนข้างใหญ่ และขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ

พลูด่าง เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย ใบสีเหลืองด่างสลับกับสีเขียวอ่อน นิยมปลูกให้เลื้อยขึ้นตามฝาผนังหรือว่าจะปลูกลงภาชนะเคลือบ ซึ่งมีรูปทรงต่างๆ การปลูกไม่จำเป็นต้องใช้ดินก็ได้ และขยายพันธุ์โดยการตัดยอดมาปักชำ

วาสนา เป็นไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันมาก ตามขอบและกลางใบจะมีสีเหลืองสีเขียว สลับกันสามารถปลูกในร่มหรือจะปลูกกลางแจ้งก็ได้ส่วนการขยายพันธุ์ ก็ทำด้วยวิธีปักชำในดิน หรือในกะบะเพาะชำ

ราชินีหินอ่อน  จะมีพื้นใบเป็นสีเขียว และมีลายสีเขียวประใบ คล้ายกับลายหินอ่อน ชอบอยู่ในที่ร่ม ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำยอด หรือจะนำส่วนของลำต้นไปปลูกในกระถางก็ได้

เล็บครุฑ  เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 1-3 ฟุต มีใบสีเขียวอ่อนหรือด่างเรียวยาวเป็นฝอยๆ ริมใบขอบหยัก การขยายพันธุ์ทำได้โดยการปักชำกิ่งที่ไม่อ่อน และไม่แก่เกินไป

เขียวหมื่นปี  เป็นพันธ์ไม้ประดับที่มีรูปใบสวยงามมีสีเขียว และลวดลายบนใบที่แปลกตา ปลูกง่าย เพราะทนทาน อากาศที่แห้งแล้งได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยการตัดยอดหรือลำต้นเป็นท่อนๆ แล้วนำไปปลูกในวัสดุเพาะชำ ซึ่งมีทรายผสมกับขุยมะพร้าว

ไผ่ฟิลิปปินส์
  เป็นพุ่มไม้ขนาดเล็กคล้ายกับกอไผ่ แตกกิ่งก้านสาขาจากโคนต้นใบมีสีเขียวเข้ม หรือมีจุดลายสีขาวแกมเหลือง จะขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอ และด้วยการปักชำกิ่ง ปลูกใส่กระถาง 

ฟิโลเดนดรอน
  เป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบเลื้อยตามสิ่งที่อยู่ใกล้ มีรากอากาศพยุงต้นไว้ ใบใหญ่ มีสีเขียวสดสีเหลือง บางชนิดมีสีชมพูหรือสีแสดอ่อนๆ ปลูกได้ในที่ร่ม และขยายพันธุ์ด้วยการปักชำยอด เหมาะสำหรับจะปลูกในกระถาง

หมากผู้หมากเมีย
  จะมีสีแตกต่างกัน ชมพู เขียวสด แดง และขยายพันธุ์ด้วยการตัดชำส่วนยอดหรือถ้ามีหน่อก็ สามารถแยกปลูกได้เช่นกัน

โกสน  มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม มีสีต่างๆ สวยงาม เช่น สีแดง ชมพู เหลือง แสด ม่วงและขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ การตอน และการเสียบยอด 

เฟิร์นใบมะขาม 
 เป็นไม้ตัดใบที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มาก และได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ เป็นไม้ใบในร่ม ขยายพันธุ์ด้วยการแยกไหล มีลำต้นอยู่ใต้ดิน แขนงของลำต้นจะแตกขนานไปกับพื้นดิน และรากจะแตกใบขึ้นสามารถแยกปลูกได้

การจัดจำหน่าย
 : เราสามารถจะปลูกขายได้ โดยการเปิดร้าน สถานที่เพาะชำขายพันธุ์ไม้ประดับหลากหลายพันธุ์ โดยการนำมาประดับตกแต่ง ใส่กระถางหรือภาชนะที่มีรูปลักษณะต่างกัน หรืออาจจะจัดส่งขายให้กับพ่อค้ารายใหญ่ ที่รับไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง เช่น ที่สวนจตุจักร หรือสถานที่ขายไม้ประดับ รับจัดสวนต่างๆ สามารถเป็นอาชีพเสริมได้เป็นอย่างดีเพราะกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย

เคล็ดลับ
 : ในการปลูกไม้ประดับที่จะให้ได้ผลดีนั้น จะต้องรู้จักพันธุ์ไม้ประดับนานาพันธุ์เป็นอย่างดี สามารถขยายพันธุ์วิธีต่างๆ ได้ และที่สำคัญจะต้องมีใจรักด้วย

การปลูกไม้ประดับในปัจจุบันจึงสามารถกระทำได้ 3 วิธี ด้วยกันคือ
1. การปลูกในกระถาง
การเลือกกระถางปลูกนั้นควรเป็นกระถางดินเผาที่มีขนาดและรูปทรงของกระถางเข้ากันกับขนาดและรูปทรงของต้นไม้ ดังนี้
- ทรงต้นเล็กใส่กระถางเล็ก
- ทรงต้นใหญ่ใส่กระถางใหญ่
- ทรงต้นสูง เช่น ปาล์ม ไผ่ฟิลิปินส์ ไผ่ ไทร พิกุล สาวน้อยประแป้ง เขียวหมื่นปี หวายเขียว ควรใช้กระถางทรงสูง
- ทรงต้นเตี้ยพุ่มใบต่ำหรือลำต้นทอดเลื้อย เช่น เฟิร์น ราชินีหินอ่อน เกล็ดปลา เศรษฐีเรือนนอกเรือนใน หนวดปลาหมึกด่าง ฯลฯ ควรใช้กระถางทรงต่ำ
สำหรับกระถางเคลือบ กระถางโมเสส หรือกระถางลายคราม ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรใช้ปลูกโดยตรง เพราะเนื้อกระถางไม่สามารถระบายอากาศได้เป็นสาเหตุให้ดินในกระถางแฉะ เกิดรากเน่า นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการแตกเสียหายขณะยกเข้าหรือย้ายออก ที่เหมาะสมแล้ ควรใช้กระถางรองด้านนอก โดยเอาต้นไม้ปลูกใส่กระถางดินเผาธรรมดา แล้วนำไปตั้งปลูกในกระถางเคลือบหรือกระถางลายครามเหล่านั้นอีกครั้ง

2. การปลูกในกระถางแขวน
สำหรับไม้ใบประดับที่นิยมใช้ปลูกแขวนตกแต่ง เช่น พลูด่าง เดรฟ ปีกแมลงสาบ และเฟิร์น ซึ่งเป็นไม้แขวนที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย หรือต้นแมงมุม ต้นลิปสติก ต้นปลาบ หรือไม้เถาทั้งหลาย ก็ใช้ปลูกในกระถางแขวนประดับในทำนองที่กล่าวมานี้ได้

3. การปลูกในแท่งเพาะชำ
แท่งเพาะชำนี้ ส่วนบนของแต่ละแท่งจะมีรูไว้สำหรับใส่เม็ดหรือสำหรับปักชำ ข้อดีของการใช้แท่งเพาะชำในการปลูกไม้ประดับพวกที่ใช้แขวนก็มีดังนี้คือ
3.1 แท่งเพาะชำเป็นแท่งสำเร็จรูป สามารถนำไปใช้งานได้ทันที
3.2 ใช้สะดวก ไม่สกปรกเลอะเทอะเหมือนการใช้ดินปลูก
3.3 การปลูกทำได้สะดวกและรวดเร็ว เพียงแต่ใช้ยอดปักชำลงในรูบนแท่งเพาะชำก็เป็นอันใช้ได้
3.4 การดูแลรักษาทำได้ง่าย เนื่องจากแท่งเพาะชำสามารถเก็บความชื้นได้ดี จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำบ่ิยครั้ง
3.5 การให้ปุ๋ยก็สามารถตัดปัญหาได้มาก เนื่องจากในแท่งเพาะชำมีธาตุอาหารที่พืชต้องการอยู่พร้อมแล้ว นอกจากให้ปุ๋ยเสริมในบางโอกาสเพื่อให้ต้นไม้สวยงามเป็นพิเศษ

การปลูกต้นตะกู ตะกูเป็นไม้ที่ทางกรมป่าไม้จัดอยู่ในประเภท ” ไม้โตเร็วมาก ” และสามารถเติบโตได้ดีในหลายสภาพดินฟ้าอากาศ ตะกูที่พบอยู่ในธรรมชาติจึงพบอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และอีสานอย่างไรก็ตามแม้จะพบไม้ตะกูกระจายในหลายพื้นที่ แต่ก็พบว่ามีจำนวนความหนาแน่นน้อยมากเนื่องจากตะกูขยายพันธุ์เองได้ยากในธรรมชาติ ตะกูสามารถปลูกได้ในสภาพดินที่ค่อนข้างแล้ง หรือแม้แต่ในสภาวะน้ำท่วมขังตะกูก็ยังสามารถอยู่รอดได้ กรณีศึกษานี้เป็นแปลงปลูกตะกูในภาคเหนือที่มีน้ำท่วมขังนาน 3 เดือน ตะกูก็ยังอยู่รอดได้และสามารถเจริญเติบโตได้อีกครั้งหลังน้ำลด แต่ในไม้บางชนิดที่ปลูกในพื้นที่เดียวกันต้นจะเฉาและตายในที่สุด อย่างไรก็ตาม ตะกูจะเจริญเติบโตได้ดีนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม และมีการดูแลอย่างดี นั่นหมายถึงไม้ที่ได้จะได้ไม้คุณภาพ ในปริมาณที่สูงด้วย ตะกูจะเจริญเติบโตได้ดี ต้องมีระยะการปลูกที่ไม่ชิดแน่นจนเกินไป ระยะที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับสภาพดินของแต่ละพื้นที่ แต่โดยทั่วไปจะปลูกระยะที่ 4 x 4 เมตร 1 ไร่จะปลูกได้ประมาณ 100 ต้น ระยะตัดฟันอยู่ที่ 5 ปีขึ้นไป โดยจะได้รับผลตอบแทน ตามขนาดและระยะเวลาที่ตัดโค่นไม้ และเมื่อทำการปลูกในปริมาณที่มากขึ้น รายได้ก็จะทวีคูณเป็นหลักประกันในชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกได้อย่างดี และเมื่อถึงระยะตัดฟันแล้วหากเกษตรกรยังไม่ทำการขายไม้ เมื่อเวลาผ่านไปต้นไม้ก็จะโตขึ้นและมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆเพราะไม้แปรรูปที่ได้จะเป็นไม้หน้าใหญ่ขึ้น มูลค่าก็สูงขึ้นตามขนาด ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งทวีมูลค่า การปลูกไม้โตเร็วในประเทศไทย